
รพ.พุทธโสธร ฉะเชิงเทรา ศึกษาดูงานระบบหุ่นยนต์จัดยาอัตโนมัติ HAPYopd ณ รพร.สระแก้ว
11/07/2026เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2569 คณะบุคลากรโรงพยาบาลศรีสะเกษ นำโดยทีมเภสัชกรรมและสหวิชาชีพ เดินทางมาศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านระบบบริหารจัดการห้องยา ณ โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสระแก้ว (รพร.สระแก้ว) ซึ่งเป็นหนึ่งในโรงพยาบาลที่นำระบบหุ่นยนต์จัดยาอัตโนมัติ HAPYopd มาใช้งานจริงในงานบริการจ่ายยาผู้ป่วยนอก (OPD)
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของการดูงานครั้งนี้ไม่ใช่การเปรียบเทียบว่าเครื่องจัดยารุ่นใดทำงานได้เร็วที่สุด แต่คือการทำความเข้าใจว่า รพร.สระแก้ว ออกแบบระบบห้องยาทั้งระบบอย่างไร ตั้งแต่การวิเคราะห์ปัญหา การวาง Workflow ไปจนถึงการเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสม เพื่อให้บุคลากร เครื่องจักร และซอฟต์แวร์ทำงานประสานกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ บทความนี้เป็นการถอดบทเรียนจากการดูงานและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในครั้งนี้ เพื่อเป็นแนวทางให้โรงพยาบาลอื่นที่กำลังพิจารณาพัฒนาระบบบริการจ่ายยาของตนเอง

ปัญหาของห้องยาไม่ได้อยู่ที่การจัดยาไม่เร็ว
ประเด็นแรกที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุยในห้องประชุมคือ ความล่าช้าและความผิดพลาดในงานบริการจ่ายยาผู้ป่วยนอก มักไม่ได้เกิดจากขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่ง แต่เป็นผลสะสมมาจากตลอดเส้นทางการรับบริการของผู้ป่วย ตั้งแต่รับใบสั่งยา คัดกรอง หยิบยา ตรวจสอบ ชำระเงิน จัดยา ยืนยันตัวผู้ป่วย ไปจนถึงจุดรับยา การแก้ปัญหาด้วยการเพิ่มความเร็วของเครื่องจักรเพียงจุดเดียวจึงมักไม่ได้ผลลัพธ์เท่าที่ควร หากไม่ได้มองปัญหาให้ครบทั้งระบบก่อน จากประสบการณ์ของ รพร.สระแก้ว ปัญหาหลักที่พบสามารถแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มใหญ่
- อัตรากำลังไม่เพียงพอในช่วงเวลาเร่งด่วน (Peak Hour) — จำนวนผู้ป่วยที่เข้ามารับบริการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่จำนวนบุคลากรไม่ได้เพิ่มขึ้นในสัดส่วนเดียวกัน ทำให้เกิดคอขวดในขั้นตอนที่ต้องใช้แรงคนจำนวนมาก โดยเฉพาะช่วงเวลาที่มีผู้ป่วยหนาแน่น
- งานกระจุกตัวอยู่ที่จุดใดจุดหนึ่ง — บางขั้นตอนมีปริมาณงานล้นมือ ขณะที่บางขั้นตอนยังมีกำลังการทำงานเหลืออยู่ ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ หากทุกใบสั่งยาต้องผ่านเภสัชกรตรวจสอบก่อนจ่ายทุกครั้ง เภสัชกรจะกลายเป็นคอขวดของทั้งระบบทันที การแก้ปัญหาจึงไม่ใช่การเพิ่มคนหรือเพิ่มเครื่องเพียงอย่างเดียว แต่ต้องออกแบบ Workflow ใหม่ให้เหมาะสม
- ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นได้ในหลายจุด (Human Error) — ความผิดพลาดในงานจ่ายยาไม่ได้เกิดเฉพาะตอนหยิบยาเท่านั้น แต่อาจเกิดขึ้นได้ตั้งแต่การนับยา การระบุชนิดยา การจับคู่ยากับผู้ป่วย การส่งยาไปผิดช่อง ไปจนถึงการเรียกผู้ป่วยผิดคน จึงจำเป็นต้องมีระบบตรวจสอบ (Verification) ที่ครอบคลุมทั้งกระบวนการ ไม่ใช่ตรวจสอบเฉพาะปลายทาง
- ผู้ป่วยต้องรอคอยนาน — เวลารอคอยของผู้ป่วยเป็นผลรวมของ Workflow ทั้งระบบ ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการเพิ่มความเร็วของเครื่องจัดยาเพียงจุดเดียว หากขั้นตอนอื่นในกระบวนการยังคงเป็นคอขวดอยู่
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่จัดยาไม่เร็ว แต่คือการออกแบบ Workflow ทั้งระบบ

Automation ไม่ได้หมายถึงการเอาคนออกจากระบบ
แนวคิดสำคัญที่คณะดูงานได้แลกเปลี่ยนกันคือ เป้าหมายของ Automation ไม่ใช่การลดจำนวนบุคลากร แต่คือการย้ายบุคลากรไปทำงานในจุดที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญและสร้างคุณค่าได้มากกว่า โดยแบ่งบทบาทระหว่างเครื่องจักรกับบุคลากรตามลักษณะของงาน
งานที่เหมาะกับเครื่องจักร
- งานที่ทำซ้ำในปริมาณสูง (Repetitive, High Volume)
- การนับจำนวนยา (Counting)
- การจัดและจ่ายยาตามใบสั่ง (Dispensing)
- การประมวลผลข้อมูล (Data Processing)
งานที่ควรสงวนไว้ให้บุคลากร
- การใช้วิจารณญาณทางคลินิก (Clinical Judgment)
- การตัดสินใจในกรณีพิเศษหรือข้อยกเว้น (Exception)
- การตรวจสอบความถูกต้อง (Verification)
- การให้คำแนะนำและบริการผู้ป่วย (Patient Service)
อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจคือ ไม่จำเป็นต้องทำให้ทุกขั้นตอนในห้องยาเป็น Automation แบบเต็มรูปแบบ หากเครื่องจักรสามารถรองรับงานได้ราว 70% ของปริมาณงานทั้งหมด และอีก 30% เป็นงานที่เหมาะกับบุคลากรมากกว่า การผสมผสานกันในสัดส่วนนี้มักให้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่ากว่าการลงทุนสูงเพื่อทำ Automation 100% ซึ่งมักต้องแลกมาด้วย Workflow ที่ซับซ้อนเกินความจำเป็น หลักการสำคัญคือให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาที่ส่งผลกระทบสูงก่อน แล้วจึงค่อยพัฒนาส่วนที่เหลือ
Automation ไม่ได้หมายถึงการเอาคนออกจากระบบ แต่คือการย้ายบุคลากรไปทำงานที่สร้างคุณค่าได้มากกว่า

เลือกเทคโนโลยีจากงานจริง ไม่ใช่เลือกงานให้เข้ากับเครื่อง
ยาแต่ละประเภทมีลักษณะและ Workflow การจ่ายที่แตกต่างกัน จึงไม่ควรถูกบังคับให้ใช้เทคโนโลยีชนิดเดียวกันทั้งหมด ตัวอย่างเช่น ยาเม็ดที่มีปริมาณการจ่ายสูงเหมาะกับเครื่องจัดยาเม็ดร่วงอัตโนมัติ ยาแผงเหมาะกับระบบที่ออกแบบมาสำหรับแผงยาโดยเฉพาะ ยาที่จ่ายแบบ Unit Dose เหมาะกับหุ่นยนต์จัดยาเฉพาะทาง ส่วนยาที่มีรูปแบบบรรจุภัณฑ์หลากหลายหรือยาเฉพาะรายที่มีเงื่อนไขพิเศษ อาจยังจำเป็นต้องให้บุคลากรเป็นผู้จัดการโดยตรง หลักคิดสำคัญคือ Right Technology for the Right Medication — เลือกเทคโนโลยีให้เหมาะกับประเภทของยาและ Workflow จริงของโรงพยาบาล ไม่ใช่การใช้เทคโนโลยีเดียวกับยาทุกชนิด
ประเด็นหนึ่งที่มักถูกมองข้ามแต่มีความสำคัญไม่น้อยคือรูปแบบบรรจุภัณฑ์ของยา (Packaging) ก็เป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบระบบเช่นกัน ยาจำนวนมากถูกผลิตและจัดส่งมาในบรรจุภัณฑ์ขนาดใหญ่ ขณะที่ Workflow การจ่ายยาจริงของโรงพยาบาลอาจต้องการจ่ายเป็นจำนวนย่อยตามใบสั่งแพทย์ ดังนั้นโรงพยาบาลจึงต้องวางแผนวิธีแบ่งและเติมยาให้เหมาะสม ทั้งความถี่ในการเติมยา วันหมดอายุ และรุ่นการผลิต ควบคู่ไปกับการออกแบบขนาดช่องจัดเก็บของเครื่องจักรให้รองรับปริมาณยาที่ใช้งานจริง

จากเครื่องจัดยา สู่การออกแบบ Pharmacy Workflow ทั้งระบบ
เมื่อมองภาพรวมของงานบริการจ่ายยาผู้ป่วยนอกตลอดเส้นทางของผู้ป่วย จะเห็นว่าเครื่องจัดยาเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกระบวนการทั้งหมด ซึ่งประกอบด้วยขั้นตอนต่อเนื่องกัน ได้แก่
รับใบสั่งยา (Order) → คัดกรองรายการยา (Screening) → หยิบและจัดยา (Picking) → ตรวจสอบความถูกต้อง (Verification) → ชำระเงิน (Payment) → จัดเตรียมยาให้พร้อมจ่าย (Dispensing) → ยืนยันตัวตนผู้ป่วย (Patient Identification) → จุดรับยา (Pick-up)
การมองเห็นภาพรวมทั้งเส้นทางนี้ ทำให้โรงพยาบาลสามารถออกแบบจุดที่ควรใช้เทคโนโลยีและจุดที่ควรใช้บุคลากรได้อย่างเหมาะสม แทนที่จะพิจารณาแยกเป็นส่วนๆ ตัวอย่างเช่น ขั้นตอนการชำระเงินบางโรงพยาบาลอาจกำหนดให้ผู้ป่วยชำระเงินก่อนรับยา บางแห่งอาจไม่จำเป็นต้องผ่านขั้นตอนนี้ในบางเงื่อนไข จึงสามารถออกแบบได้ทั้งรูปแบบเคาน์เตอร์ชำระเงิน หรือระบบชำระเงินด้วยตนเองผ่านตู้บริการ (Self-Service Payment / Kiosk) โดยเชื่อมสถานะกลับเข้าสู่ระบบก่อนอนุญาตให้จ่ายยาในทุกกรณี
Verification และ Patient Identification: ด่านสำคัญของความปลอดภัย
หลักการสำคัญที่คณะดูงานได้เรียนรู้คือ การจัดยาเสร็จไม่ได้แปลว่าจ่ายยาถูกต้องเสมอไป จึงจำเป็นต้องมีระบบตรวจสอบ (Verification) ที่ออกแบบให้เหมาะสมกับ Workflow ของแต่ละจุด ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบยาด้วยการสแกนบาร์โค้ด (Barcode Verification) การตรวจสอบด้วยภาพถ่ายยา (Image Verification) การจับคู่ยากับตะกร้าผู้ป่วยแต่ละราย (Basket / Medication Matching) เป้าหมายคือให้ระบบสามารถตอบได้อย่างชัดเจนในทุกขั้นตอนว่า ยานี้คือยาอะไร เป็นของผู้ป่วยคนใด อยู่ในตะกร้าใด และต้องจ่ายที่ช่องไหน
ในด้านการยืนยันตัวตนผู้ป่วย (Patient Identification) การเรียกชื่อ-นามสกุลเพียงอย่างเดียวมีโอกาสเกิดความผิดพลาดได้ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มีผู้ป่วยจำนวนมาก แนวทางที่นำมาใช้จึงเป็นการยืนยันตัวตนด้วยหลายปัจจัยร่วมกัน (Multi-factor Identification) เช่น บาร์โค้ด ข้อมูลผู้ป่วย และภาพถ่าย เพื่อเพิ่มความมั่นใจในการยืนยันตัวตน และยังช่วยให้ผู้ป่วยสามารถตรวจสอบข้อมูลของตนเองได้อีกชั้นหนึ่งก่อนรับยา
Right Technology for the Right Medication

Software คือสิ่งที่เชื่อมทุกอย่างเข้าด้วยกัน
อีกหนึ่งประเด็นที่คณะดูงานให้ความสำคัญคือ ซอฟต์แวร์ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงโปรแกรมสำหรับควบคุมเครื่องจักร แต่ควรเป็นระบบที่เชื่อมโยง Workflow ทั้งหมดเข้าด้วยกัน ตั้งแต่การคัดกรองรายการยา ระบบบริหารคิว ระบบชำระเงิน ระบบตรวจสอบ ระบบยืนยันตัวตนผู้ป่วย ไปจนถึงแดชบอร์ดและระบบวิเคราะห์ข้อมูล ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดจากการดูงานคือระบบบริหารคิวของ HAPYopd ที่ออกแบบให้ผู้ป่วยไม่ต้องรอฟังเสียงเรียกทีละช่องเหมือนในอดีต แต่สามารถกำหนดช่องจ่ายยาให้ตั้งแต่ต้น และแสดงสถานะคิว ช่องจ่ายยา และสถานะผู้ป่วยแบบเรียลไทม์บนจอภาพ ช่วยลดความสับสนของผู้ป่วยและลดภาระของเจ้าหน้าที่ในการเรียกคิวไปพร้อมกัน

นอกจากนี้ ซอฟต์แวร์ยังช่วยให้โรงพยาบาลสามารถกระจายภาระงานไปยังจุดที่มีกำลังการทำงานเหลืออยู่ (Dynamic Workload Balancing) โดยพิจารณาจากปริมาณงานและจำนวนตะกร้าที่รอดำเนินการจริง แทนการกำหนดภาระงานต่อจุดแบบตายตัว และเมื่อระบบเก็บข้อมูลการทำงานได้อย่างต่อเนื่อง โรงพยาบาลก็สามารถนำข้อมูลเหล่านั้นมาวิเคราะห์ย้อนกลับได้ว่าช่วงเวลาใดเกิดคอขวด ขั้นตอนใดใช้เวลานานผิดปกติ ยาตัวใดเกิดข้อยกเว้นบ่อยครั้ง เครื่องจักรจุดใดมีอัตราการใช้งานสูง และบุคลากรจุดใดมีภาระงานมากเกินไป ทำให้การปรับปรุงระบบไม่ใช่การคาดเดา แต่เป็นวงจรต่อเนื่องตั้งแต่การเก็บข้อมูล วิเคราะห์ ปรับปรุง วัดผล และปรับให้เหมาะสมยิ่งขึ้นเรื่อยๆ

บทเรียนสำคัญจากการดูงาน
ข้อสรุปที่สำคัญที่สุดจากการดูงานครั้งนี้คือ ไม่มีเทคโนโลยีชนิดเดียวที่เหมาะกับทุกโรงพยาบาล ระบบที่ รพร.สระแก้ว ใช้งานอยู่เป็นรูปแบบที่ออกแบบมาให้เหมาะกับบริบทของโรงพยาบาลนั้นโดยเฉพาะ แต่ละโรงพยาบาลจำเป็นต้องออกแบบระบบของตนเองตามปัจจัยเฉพาะ ได้แก่
- จำนวนผู้ป่วยและจำนวนใบสั่งยาต่อวัน
- ประเภทและรูปแบบบรรจุภัณฑ์ของยาที่ใช้งาน
- จำนวนและอัตรากำลังบุคลากร
- ข้อจำกัดด้านพื้นที่
- รูปแบบ Workflow และเงื่อนไขด้านการเงิน
- ระบบสารสนเทศโรงพยาบาลที่ใช้งานอยู่ (HIS / EMR)
- เป้าหมายและลำดับความสำคัญของแต่ละโรงพยาบาล
คณะดูงานจากโรงพยาบาลศรีสะเกษมีแผนนำองค์ความรู้และหลักคิดที่ได้รับในครั้งนี้ไปวิเคราะห์และประยุกต์ใช้ในการพัฒนาระบบบริการจ่ายยาของโรงพยาบาลต่อไป โดยมองระบบห้องยาในภาพรวมทั้ง Hardware ซอฟต์แวร์ ระบบตรวจสอบ กระบวนการทำงาน บุคลากร และข้อมูล ที่ต้องทำงานประสานกันเป็นหนึ่งเดียว มากกว่าการพิจารณาเพียงตัวเครื่องจักรอย่างเดียว

เราไม่ได้ไปดูว่าเครื่องไหนจัดยาได้ดีที่สุด แต่ไปดูว่าโรงพยาบาลออกแบบระบบอย่างไร เพื่อให้คน เครื่องจักร และซอฟต์แวร์ทำงานร่วมกันได้ดีที่สุด
สุดท้ายแล้ว ระบบห้องยาที่ดีจึงไม่ได้ถูกวัดจากการมีเครื่องจักรที่ทันสมัยที่สุด แต่คือการผสมผสานองค์ประกอบทั้งหมดเข้าด้วยกันอย่างเหมาะสมกับบริบทของแต่ละโรงพยาบาล ทั้ง Hardware เครื่องจักรที่ทำงานแทนบุคลากรในงานที่เหมาะสม Software ระบบที่เชื่อมและควบคุม Workflow Workflow กระบวนการที่ออกแบบไว้ตั้งแต่ต้นจนจบ People บุคลากรที่ถูกจัดวางไว้ในจุดที่สร้างคุณค่าสูงสุด และ Intelligence ข้อมูลและการวิเคราะห์สำหรับปรับปรุงระบบอย่างต่อเนื่อง
บริษัท นิปปอน ไซซิทส์ จำกัด (Nippon SySits Co., Ltd.) ขอขอบคุณโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสระแก้วที่ให้ความอนุเคราะห์เป็นพื้นที่การเรียนรู้ และขอบคุณคณะดูงานจากโรงพยาบาลศรีสะเกษที่ให้ความสนใจแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในครั้งนี้ พร้อมยินดีให้คำปรึกษาแก่โรงพยาบาลที่สนใจนำแนวคิดการออกแบบระบบห้องยาไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับบริบทของตนเอง























